ลิลิตพระลอ

ความบังเอิญหรือความจงใจของกวีในเรื่องลิลิตพระลอ

ลิลิตพระลอ เป็นลิลิตโศกนาฏกรรมความรักที่แต่งขึ้นอย่างประณีตงดงาม  มีความไพเราะของถ้อยคำและเต็มไปด้วยสุนทรียศาสตร์  มีการพรรณนาเรื่องด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย  กวีใช้โวหารอย่างยอดเยี่ยมในการบรรยายเนื้อเรื่องที่มีฉากอย่างมากมาย หลากหลายอารมณ์  โดยมีแก่นเรื่องแบบโศกนาฏกรรมและแฝงแง่คิดถึงสัจธรรมของชีวิต  ลิลิตพระลอนี้เคยถูกวิจารณ์อย่างเสียหายจากนักวรรณคดีบางกลุ่ม  เนื่องจากเชื่อว่าเป็นวรรณกรรมที่มอมเมาทางโลกีย์  เนื่องจากเนื้อหามุ่งเน้นในเรื่องของความรัก  ความใคร่  โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม  จริยธรรม (http://th.wikipedia.org)

ในขณะที่นักวรรณคดีอีกกลุ่มมองว่า  ลิลิตพระลอเป็นวรรณคดีคำสอนประเภทหนามยอกเอาหนามบ่ง  เนื่องจากคนทั่วไปไม่นิยมฟังคำสอนหรือทำเทศน์  กวีจึงยกตัวอย่างที่ไม่ดี  ให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแล้วหันกลับมาใฝ่ในฝ่ายดี  ซึ่งตามความคิดของผู้เขียนนั้นคิดว่า  ลิลิตพระลอน่าจะมีจุดประสงค์เพื่อการนี้มากกว่า  ซึ่งจะดูได้จากการสอดแทรกเนื้อหาคำสอนไว้เป็นช่วง ๆ อยู่ตลอดเวลา (จุไรรัตน์  ลักษณะศิริ, 2553)  เช่น  การให้แง่คิดทางศาสนา อย่างเช่น ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตอย่างบทที่ว่า

สิ่งใดในโลกล้วน                  อนิจจัง

คงแต่บาปบุญยัง                  เที่ยงแท้

คือเงาติดตัวตรังตรึง            แน่นอยู่นา

ตามแต่บุญบาปแล               ก่อเกื้อรักษา

หรือบทที่ว่าด้วยกฎแห่งกรรม

ถึงกรรมจักอยู่ได้              ฉันใด พระเอย

กรรมบ่มีมีใคร                     ฆ่าเข้า

กุศลส่งสนองไป                ถึงที่ สุขนา

บาปส่งจำตกช้า                  ช่วยได้ฉันใด

หรือแม้กระทั่งเค้าโครงเรื่องที่กวีได้วางรูปแบบให้จบอย่างโศกนาฏกรรม  ทั้งที่เมื่อดูจากภาพการณ์แล้วควรจะจบอย่างสุขนาฏกรรม  เนื่องจากพระบิดาของพระเพื่อนพระแพงก็ยอมรับและเห็นดีเห็นงามกับความรักของกษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์  แต่กวีก็ใช้วิธีการหักมุมจบ  เพื่อเน้นย้ำว่ากรรมคือสิ่งที่ติดตามตัว  เมื่อทำกรรมไม่ดีเอาไว้  นั่นคือ  พระเพื่อนพระแพงทำกรรมอันได้แก่  การแย่งของรักของหวงของผู้อื่น  ส่วนพระลอก็กระทำกรรมโดยละเลยหน้าที่ของลูกและสามีที่ดี  หากกวีให้เรื่องจบลงอย่างมีความสุข  ก็คงเป็นการละเลยต่อศีลธรรมและหน้าที่ของมนุษย์

จากความดีและความงามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้เอง  จึงทำให้ลิลิตพระลอที่ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร  เมื่อ พ.ศ. 2459 ให้เป็นยอดแห่งลิลิต

มีข้อสันนิษฐานว่า  กวีผู้แต่งลิลิตพระลอน่าจะเป็นเจ้านายสตรีในราชสำนักสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา(วิภา  กงกะนันทน์. ๒๕๓๘: หน้า ๑ – ๑๘)  เนื่องจากเห็นว่าตัวละครในเรื่องนี้มีการแสดงอาการที่ละเอียดลออเกินกว่าที่ผู้ชายจะสามารถพรรณนาได้  ไม่ว่าจะเป็นในตอนที่พระนางลักษณวดีสยายผมเพื่อเช็ดพระบาทของพระลอเมื่อจะต้องลาจาก  หรือในตอนที่นางรื่นนางโรยได้ค่อยกระทำการชำระพระบาทของพระลอด้วยอาการนุ่มนวลละเมียดละไมเป็นต้น  หรือแม้แต่การชมความงามของตัวละครที่เป็นผู้ชายอย่างพระลอได้งดงามจนเห็นภาพได้ดีกว่าความงามของพระเพื่อนพระแพง  เหล่านี้จึงทำให้มีผู้คิดว่ากวีน่าจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  ผู้เขียนก็มีความคิดเช่นนั้น  แต่ก็มาสะดุดในความตอนหนึ่งที่ว่า

“๑๙๒  ชมปรางชมผากเผ้า             ริมไร  เกศนา

เชยปากตาตรูไตร                                เพริศพริ้ง

ชมพักตรดั่งแขไข                                ขวัญเนตร

บพิตรพ่องามสิงคลิ้ง                          จูบแก้มเชยกรรณฯ

๑๙๓  จูบนาสิกแก้วแม่                      หอมใดดุจนา

จูบเคียงคางคอใจ                                 จักขว้ำ

จูบเนื้อจูบนมใส                                   เสาวภาคย์  พระเอย

จูบไหล่หลังอกซ้ำ                                จูบข้างเชยแขน”

จากโคลงสี่สุภาพสองบทนี้  นักวรรณคดีพยายามอธิบายว่าเป็นการแสดงความรักของแม่ที่มีต่อลูก  ความรักของแม่ที่มองเห็นลูกเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา  แต่หากมองในมุมมองของคนเป็นแม่  มองในมุมมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งมีลูก  และลูกก็โตเป็นหนุ่มใหญ่  ถึงขั้นมีครอบครัวแล้ว  ดิฉันคิดว่าการแสดงความรักของพระนางบุญเหลือเป็นความรักที่เกินจริง  เกินกว่าที่แม่คนหนึ่งพึงกระทำต่อลูกชาย  ซึ่งในบทต่อมา  พระลอเองที่เป็นผู้ถูกกระทำยังกล่าวกับพระมารดาว่า

“๑๙๔  จักเชยพระลูกถ้วน                                สรรพางค์

พระลูกประนมกรพลาง                                       จึ่งพร้อง

พระควรจูบแต่กลาง                                            กระหม่อมไส้นา

แก้มเกศพระเจ้าต้อง                                           สั่งข้าพระควรฯ”

ซึ่งหากนำไปเปรียบกับนางวันทองที่จะต้องปล่อยลูกเพื่อไปพบกับย่าที่กาญจนบุรี  นางก็มีความอาลัยและเสียใจไม่แพ้กับพระนางบุญเหลือ  เนื่องจากลูกชายอายุแค่สิบปีจะต้องเดินทางกลางป่าตามลำพัง  สุ่มเสียงกับสัตว์ร้ายนานาชนิดอาจไม่มีชีวิตรอดไปถึงกาญจนบุรีก็เป็นได้  แต่นางก็แสดงความรักต่อลูกตามที่แม่คนหนึ่งพึงจะทำ  ดังคำกลอนที่ว่า

“นางวันทองร้องไห้จิตใจหาย                           กอดเจ้าพลายงามน้อยละห้อยไห้

โอ้ลูกแก้วแววตาจะลาไป                                   หนทางป่าค่าไม้พ่อไม่เคย

…………………………………                             ………………………………….

พลางสวมสอดกอดแอบไว้แนบกาย                สะอื้นไห้ไม่วายฟายน้ำตา”

หรืออีกตอนที่ว่า

“นางกอดจูบลูบหลังแล้วสั่งสอน                       อำนวยพรพลายน้อยละห้อยไห้” (http://www.reurnthai.com)

หากเทียบกันแล้ว  จะเห็นได้ว่าในกรณีเดียวกันคือไม่รู้ว่าลูกจะไปอยูดีมีสุขหรือจะไม่รอดชีวิตกลับมา  แต่การแสดงออกของนางวันทองกลับใกล้เคียงความเป็นแม่มากกว่าพระนางบุญเหลือ  ผู้เขียนจึงขอพูดถึงลิลิตพระลอในมุมมองของนักจิตวิเคราะห์อยู่สองประการอันได้แก่

ประการแรกในมุมของซิกมันด์  ฟรอยด์  นักจิตวิเคราะห์ชื่อดังของโลกนั้นเชื่อว่า  พฤติกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์แสดงออกมา  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สืบเนื่องอยู่ภายในและปรากฏออกมาภายนอกทั้งหมด  ย่อมมีเหตุมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดทั้งนั้น (ปราโมทย์  เชาวศิลป์. ๒๕๒๖: หน้า ๑๐)  ในทัศนะของฟรอยด์  แรงผลักดันของจิตที่สามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียด  เมื่อเกิดความเครียดบุคคลนั้นต้องแสดงพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดออกไปเพื่อขจัดความเครียดที่เกิดขึ้น  พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมาไปตามวัย  ซึ่ง รศ. นพมาศ  ธีรเวคิน (๒๕๓๙ : หน้า ๕๐)  ได้กล่าวถึงกลไกที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมระดับต่าง ๆ ตามแนวคิดของฟรอยด์ไว้ ๑๐ ประการด้วยกัน  หากวิเคราะห์ดูแล้ว  การกระทำของพระนางบุญเหลือ  ที่ใช้ปากจูบพระลอไปทั่วสรรพางค์นั้นน่าจะเรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะถดถอย (Regression)  กล่าวคือ  เมื่อ Ego (ส่วนที่ทำหน้าที่ปรับสัญชาติญาณเดิมให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมภายนอก)  ของคนไม่สามารถเผชิญกับเหตุการณ์ได้  ก็อาจมีพฤติกรรมถดถอยกลับไปสู่วัยเด็ก

ในตอนที่กล่าวถึงนี้เป็นตอนที่พระลอมาขออนุญาตเดินทางไปหาพระเพื่อนพระแพงในเมืองของศัตรู  พระนางบุญเหลือผู้เป็นแม่ก็พยายามที่จะโน้มน้าวและเปลี่ยนความตั้งใจของลูกชาย  แต่ก็ไม่สามารถทำได้  และลูกชายอันเป็นที่รักเพียงคนเดียวของนางจะต้องเดินทางไปสู่ความตาย  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระนางเกิดความเครียดและเข้าสู่สภาวะถดถอยกล่าวคือกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง  พฤติกรรมของพระนางบุญเหลือถดถอยกลับไปอยู่ในระดับที่ ๑ หรือที่เรียกกันว่า “Oral Stage”   จุดสำคัญของพฤติกรรมขั้นนี้อยู่ที่ปาก  หมายถึง  ระดับพฤติกรรมที่แสวงหาความสุขจากข้างนอก  เป็นการแสวงหาความสุขจากตัวเองโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือความถูกต้อง  ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กแรกเกิดถึง ๖ เดือนแสวงหาความสุขให้ตัวเองโดยใช้ปากในการกัด  ดูด  เพื่อแสวงหาความสุขให้แก่ตนเองโดยไม่สนใจโลกภายนอก (พระมหาศุภวัฒน์  ชุติมนฺโต, 2548 : หน้า 88) ซึ่งฟรอยด์ยังอธิบายอีกด้วยว่าความสุขในการใช้ปากอาจทดแทนได้โดยความสุขในการเป็นเจ้าของ  ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำทฤษฎีนี้เข้าไปอีกเนื่องจากพระนางบุญเหลือกำลังอยู่ในสภาวะสูญเสียคนอันเป็นที่รักคนสุดท้ายในชีวิตของนาง  ในสมัยที่ยังไม่มีทฤษฎีทางจิตวิทยามายืนยัน  อาจเป็นไปได้ว่ากวีคงเคยมีประสบการณ์ตรงที่กำลังสูญเสียที่รักมาก่อนจึงทำให้พรรณนาพฤติกรรมที่แสดงออกมาได้ใกล้เคียงกับทฤษฎีของฟรอยด์ในอีก ๔๐๐ กว่าปีต่อมา

ประการที่สอง  กวีจะเป็นหญิงหรือชายนั้น  หากเราใช้ทฤษฎีบุคลิกภาพของจุง (Jung  Analyic  Theory) เข้ามาวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่า  ช่างเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะระบุได้ว่ากวีเป็นหญิงหรือเป็นชาย  เนื่องจากจุงเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีลักษณะเป็น  bisexual  animal  หากพิจารณาด้านสรีรศาสตร์  ผู้ชายมีทั้งฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเพศหญิง  และในทำนองเดียงกันผู้หญิงก็มีทั้งฮอร์โมนเพศหญิงและฮอร์โมนเพศชาย  และหากจะพิจารณาในมุมมองของจิตวิทยาแล้วลักษณะความเป็นผู้หญิงในบุคลิกภาพของผู้ชาย  หรือลักษณะความเป็นชายในบุคลิกภาพของผู้หญิงเกิดจาก archetypes (รูป)  รูปของผู้หญิงในผู้ชายเรียกว่า Anima  รูปของผู้ชายในผู้หญิงเรียกว่า Animus  ซึ่งเป็นผลจากประสบการณ์ของมนุษย์ระหว่างชายกับหญิงที่มีชีวิตอยู่ร่วมกันมาเป็นสำคัญ (กุลวัชรีย์  ธีรกุล, 2540 : หน้า 29)  จึงไม่แปลกที่กวีจะพรรณนาในบางตอนได้อย่างละเอียดอ่อน  แต่เร่าร้อนรุนแรงในบทรักและฉากรบ

ไม่ว่าจะเป็นเพราะความบังเอิญหรือความตั้งใจของกวี  แต่สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ลิลิตพระลอมีสเน่ห์อันลึกลับเย้ายวนชวนให้ค้นหาสมกับเป็นวรรณคดีเพชรน้ำเอกแห่งกรุงศรีอยุธยา  ที่แม้ว่าผ่านมากี่ร้อยปีแล้วก็ตามความลึกลับที่ชวนให้หลงใหลนี้ก็ยังคงมนต์ขลังสำหรับนักวรรณคดีจากรุ่นสู่รุ่น  อันจะเห็นได้จากงานวิจัยหลายชิ้นที่ออกสู่สายตาเพื่อเป็นเครื่องการันตีเสน่ห์อันเย้ายวนของลิลิตพระลอ

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร. (2547). ชุมนุมเรื่องพระลอ. กรุงเทพฯ : จงเจริญการพิมพ์.

กุลวัชรีย์  ธีรกุล. (2540). การวิเคราะห์พฤติกรรมตัวละครในวรรณคดีมรดกตามทฤษฎีจิตวิทยา. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม, คณะศึกษาศาสตร์.

จุไรรัตน์  ลักษณะศิริ และชุมสาย  สุวรรณชุมภู. วรรณคดีมรดกไทยสำหรับครู. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, คณะศึกษาศาสตร์.

นพมาศ  ธีรเวคิน. (2539). จิตวิทยาสังคมกับชีวิต. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ปราโมทย์ เชาวศิลป์. (2526). คู่มือทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ปราโมทย์ เชาวศิลป์ [Text]. กรุงเทพฯ : สหประชาพาณิชย์.

พระมหาศุภวัฒน์  ชุติมนฺโต. (2548). การศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดเรื่อง  พฤติกรรมของมนุษย์ในทรรศนะของพุทธ ปรัชญาเถรวาทกับซิกมันด์  ฟรอยด์

วิภา  กงกะนันทน์. (2538). สืบสานงานค้นคว้าด้านวรรณคดีไทยที่  พ.ณ  ประมวญมารคทรงค้างไว้. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร, คณะอักษรศาสตร์.

สิริวรรณ  สาระนาค. (2541). ทฤษฎีบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, คณะศึกษาศาสตร์, ภาควิชาจิตวิทยา.

http://th.wikipedia.org

http://www.reurnthai.com

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s